อนาคตใหม่ – วรพจน์ พันธุ์พงศ์

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร GM ฉบับเดือนเมษายน 2561

นิด้าโพลบอกว่า คนไทยอยากได้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด

รองลงมาคือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

รองไปอีกคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ วิ่งเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับที่สี่

อ่านโพลแล้วเจอชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนแป้นโดดเด่นเป็นคนแรก ผมไม่แปลกใจ

การเมืองไทยอยู่ใต้กระบอกปืนจากคณะรัฐประหารมาเกือบสี่ปีเต็มๆ อะไรมันก็ไม่ปกติทั้งนั้น รวมทั้งโพล ทั้งคนถามและคนตอบ

พูดแบบเก่าๆ และท้าทายชายชาติทหาร ถ้าประยุทธ์เห็นโพลนี้ และเชื่อมั่นว่าเป็นความจริง ก็ยุบสภาเถื่อนนี้เสียเลยสิ แล้วกำหนดวันเลือกตั้งให้เร็วที่สุด วันนี้พรุ่งนี้เลยก็ยิ่งดี เพื่อว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในความหมายที่แท้จริง เป็นด้วยเสียงแซ่ซ้องยอมรับของปวงชนชาวไทยที่กาบัตรหย่อนหีบ ลงคะแนนให้

กล้าหาญ เก่งกาจและเป็นที่นิยมขนาดนี้ รออะไรอยู่

ประยุทธ์ไม่ทำหรอก ทั้งที่กระสันเก้าอี้ที่สง่างาม เพราะเขารู้ว่าโพลกับความจริงมันคนละเรื่อง

สุดารัตน์มาอันดับสอง และอภิสิทธิ์ยังเป็นทางเลือกอันดับสาม ผมว่าสมเหตุสมผล อันนี้พอรับได้ เชื่อถือได้ ความแข็งแรงของพรรคเพื่อไทยยังมี และเครือข่ายสายใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ธรรมดา (แม้จะยังงงๆ กับกลุ่มก๊วนนกหวีดของสุเทพ เทือกสุบรรณ ทว่าความเขี้ยวขั้นเทพของประชาธิปัตย์ก็ยังมีแฟนคลับแน่นเหนียว มีมือที่มองไม่เห็นเฝ้าคอยอุ้มสมสม่ำเสมอ)

ที่น่าสนใจสำหรับผม คือรายชื่อที่แหกโพลมาเป็นอันดับสี่


ธนาธรเพิ่งประกาศตั้งพรรคการเมืองยังไม่ถึงเดือน เพื่อนพ้องและทีมงานเป็นมือใหม่ หน้าใหม่ อายุเฉลี่ยต่ำกว่าสี่สิบ ยังไม่นับพรรษาทางการเมืองที่แทบเป็นศูนย์ ซ้ำโดนเตะตัดขาสกัดดาวรุ่งด้วยข้อหาแรงๆ ตั้งแต่เกมยังไม่เริ่ม

อะไรทำให้ธนาธรถูกเอ่ยขาน และพุ่งทยานมาแรงแซงโค้ง

ทำไมธนาธรโดดเด่น โดนใจ ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

ว่ากันอย่างถึงที่สุด คำถามนี้ตอบไม่ยากนัก

เพราะหนึ่ง, ข้ออ้างหรือบทบาทผู้กอบกู้ของคณะรัฐประหารเริ่มส่งกลิ่นเหม็น ปากด่านักการเมืองว่าสกปรก คอร์รัปชั่น หลักฐานชัดเจนขึ้นทุกวันว่า วาจาที่ด่ากับพฤติกรรมของตนเองและพวกพ้องคล้ายถ่มน้ำลายรดฟ้า ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

สอง, สี่ปีใต้คำขวัญ ‘คืนความสุข’ และ ‘ขอเวลาอีกไม่นาน’ เศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพพังพินาศ บริหารไม่เป็น ฉ้อฉล และคุกคามทำร้ายผู้บริสุทธิ์

สาม, ในความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้ ในความมืดมนมานานนับสิบปี ผู้คนทนไม่ไหว จึงเปิดใจแสวงหาแสงสว่าง

หลายๆ ปัจจัย บวกกับวิชัน ความมุ่งมั่น และโพรฟายทางธุรกิจหมื่นล้าน ธนาธรจึงเป็นทางเลือกใหม่ อนาคตใหม่

ผมไม่รู้จักธนาธรเป็นการส่วนตัว เคยนั่งฟังเขาคุยใกล้ๆ แต่ยังไม่เคยสัมภาษณ์

เผอิญ–เผอิญอย่างแท้จริง ค่ำวันหนึ่งในเดือนที่ผ่านมา ผมนั่งทำงานอยู่ย่านอารีย์ งานเสร็จ กำลังเก็บของเตรียมหาที่พักผ่อน เพื่อนคนหนึ่งเดินผ่าน และชวนไปบ้านธนาธร

จากอารีย์ ไปบางนา ไม่นับว่าใกล้ ไหนจะเป็นเวลาเลิกงาน ยวดยานเต็มถนน

โดยไม่ต้องไตร่ตรอง ผมตอบตกลงและไปกับเพื่อน จากรถไฟฟ้า ต่อแท็กซี่ และติดรถเพื่อนอีกคน ช่วงจะเข้าบ้าน

ธนาธรในชุดคุ้นตา กางเกงสแล็ก เชิ้ตขาวแขนยาวพับแค่ศอก เดินออกมาต้อนรับ

สามทุ่มเศษ เพื่อนพี่น้องทยอยกันมาเรื่อยๆ จากห้า เป็นสิบ เป็นยี่สิบ ไวน์ถูกเสิร์ฟบนโต๊ะ และเบียร์อีกจำนวนหนึ่ง ใครใคร่ดื่มแบบไหน รสนิยมไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมาบังคับกัน

ในจอทีวี กับตัวเป็นๆ ผมไม่เห็นความแตกต่างในตัวตนของธนาธร เขายิ้มง่ายๆ พูดชัดถ้อยชัดคำ เอา ไม่เอา /ได้ ไม่ได้ /ใช่ ไม่ใช่ เป็นคนไม่รีบพูด แต่คิดก่อน และค่อยๆ สื่อสารสิ่งที่อยู่ข้างใน

เป็นอีกคนที่ผมรู้สึกว่า พูดน่าฟัง ทั้งเนื้อหาและเนื้อเสียง จังหวะจะโคน มีเสน่ห์

ความหนุ่มเต็มหนุ่ม กล้าแลก กล้าปะทะ แต่ไม่บุ่มบ่าม หรือเอาแต่ใจ

ทุกครั้งที่คนอื่นพูด เขาตั้งใจฟัง แววตาสะท้อนสมาธิยอดเยี่ยม

บางเรื่องยังไม่เหมาะจะบอกเล่าตอนนี้ สิ่งที่พอจะพูดได้ รอบๆ โต๊ะเสวนาในค่ำคืนนั้น มีผู้ใหญ่ระดับเซียนการเมืองนั่งอยู่สามคน คนหนุ่มสาวอีกราวสิบชีวิต ถ้าเป็นทีมฟุตบอล นี่เป็นทีมคนหนุ่มที่มีส่วนผสมของความเก๋า กับความสด แน่นอน–นี่คือทีมในฝันของผู้จัดการทั่วโลก

อีกเรื่อง ผนังข้างห้องเต็มไปด้วยหนังสือ หนังสือ และหนังสือ

ไม่แปลก ถ้าธนาธรเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคนเขียนหนังสือ แต่นี่เขาเป็นนักธุรกิจ ในวงเล็บว่ากำลังเดินสู่สนามการเมือง

เห็นหนังสือในชั้นแล้วผมรู้สึกคล้ายกำลังมองสายรุ้ง

ภาพเดียวกันนี้ หนังสือเต็มตู้แบบนี้ ผมเห็นที่บ้าน ปิยบุตร แสงกนกกุล

ครับ–ปิยบุตรคือปีกอีกข้างหนึ่งของธนาธรและพรรคอนาคตใหม่

ผู้ชายสองคนนี้เรียนหนังสือด้วยกันมาจากธรรมศาสตร์ สนใจการเมืองไม่น้อยกว่ากัน แต่จบแล้วเลือกทางเดินคนละอย่าง

ธนาธรสานต่อธุรกิจของครอบครัว ปิยบุตรเรียนจบดอกเตอร์จากปารีสแล้วกลับมาสอนหนังสือ เป็นแกนสำคัญอีกคนใน ‘คณะนิติราษฎร์’ กลุ่มนักวิชาการที่ทำงานด้านกฎหมายมหาชน ผู้เสนอลบล้างผลพวงรัฐประหาร และที่เป็นประเด็นร้อนแรงแห่งยุคสมัย คือการเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

ในฐานะสื่อมวลชนที่สนใจการบ้านการเมืองมานับสิบปี ผมเจอปิยบุตรอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในม็อบ เวทีเสวนา วงเหล้า ริมทะเล และที่บ้านของเขาซึ่งผมเคยอาศัยพักค้างหลายคืน

สำหรับผม ปิยบุตรคือนักวิชาการที่มีส่วนผสมของนักการเมือง เขาเป็นเช่นนี้มานาน เป็นด้วยเลือดด้วยเนื้อ ด้วยความสนใจอยากเห็นประเทศวิวัฒน์ขึ้น อารยะขึ้น ความที่อยู่ยุโรปหลายปี เห็นขอบฟ้าเรื่องสิทธิเสรีภาพที่กว้างไกล เขาใฝ่ฝัน เขาปรารถนาอยากให้สังคมไทยก้าวหน้า

คุยกับเขาเมื่อไร ก็ไม่พ้นเรื่องบ้านเรื่องเมือง

ดื่มกับเขาเมื่อไร เรื่องที่คุยก็ไม่พ้นจินตนาการถึงสังคมที่ดีงาม


บนเวทีเสวนาหนหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดๆ อยู่ ปิยบุตรร่ำไห้ ผมจำเหตุการณ์วันนั้นได้แม่น เขาเสียใจ เขากดดัน เขาเจ็บปวดเกินจะทน ที่ปัญญาชนจำนวนมากนิ่งเฉย ยอมจำนนอยู่ใต้กระบอกปืน รู้ทั้งรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ดูดายและเสพสุขอยู่บนหอคอยงาช้าง ผู้บริสุทธิ์จะโดนจับ โดนไล่ล่าอย่างไรก็ช่าง ถือว่าธุระไม่ใช่

คนเหล่านั้นมักใช้คำว่า ‘อยู่เป็น’ และวิจารณ์ปิยบุตรว่า ‘หาเรื่อง’ ส่วนคำว่า ‘ล้มเจ้า’ นั้นไม่ต้องห่วง เขาเจอคำนี้มาเหมือนคำว่า –รถติดนะ ร้อนนะวันนี้

กลางปี 2015 ผมนั่งคุยกับปิยบุตรที่ปารีส คุยกันยาว และเนื้อหาสาระโฟกัสอยู่ที่การเมืองไทย เขาพยายามคิด คิด คิด หาวิธีที่จะนำเสนอให้สังคมไทยก้าวออกจากความขัดแย้ง ก้าวให้พ้นทศวรรษที่สูญหาย

เขาปรารภเรื่องก่อตั้งพรรคการเมือง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่

นี่เป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดแล้ว ถ้าจะทำ ต้องลงมือทำจังหวะนี้

ผมถามเขาว่าไม่ห่วงหวงสถานะอาจารย์มหาวิทยาลัยหรอกหรือ ปิยบุตรตอบว่าเขารักวิชาชีพสอนหนังสือ ชอบที่จะอยู่กับนักศึกษา ได้ถกเถียง แลกเปลี่ยน ได้เห็นการเติบโตของคนหนุ่มคนสาว แต่กับประเทศไทยยามนี้ กับภาวะแห่งความบอบช้ำขนาดนี้ บทบาทนั้นคงไม่พอ

ผมรู้ว่าเขาเอาจริง มีความรู้ มีพลังและความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม แต่ไม่นึกว่าเพียงสองปีเศษ เขาและธนาธรจะเริ่มนับหนึ่ง ในนามพรรคอนาคตใหม่

ไม่นึก ทว่านับถือและยินดีกับการตัดสินใจของเขา

ด้วยปืน ที่ยังจ่อปลายกระบอกไว้ที่หัวคนไทย

ด้วยปืน ที่ยังจ่อปลายกระบอกไว้ที่พรรคการเมือง ยังไม่ปลดล็อก ยังไม่อนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เราจึงยังไม่เห็นภาพชัดๆ ว่าพรรคอนาคตใหม่ของธนาธรและปิยบุตรมีหน้าตาอย่างไร มีนโยบายอย่างไร

เห็นเพียงรางๆ ว่าลุย ว่ารุก ทั้งด้านเศรษฐกิจ และประเด็นทางสิทธิเสรีภาพ

แม้ไม่ใช่คนฟุ้งฝัน โรแมนติก เปรียบเทียบกับรัฐบาลของคณะรัฐประหาร เราคงพอมองเห็นว่าคนหนุ่ม ว่าของใหม่ น่าสนใจกว่าของเก่าชนิดเทียบกันไม่ได้

ปืนจะมาสู้อะไรกับความรู้

ปืนจะมาสู้อะไรกับเหตุผล กับหลักการของโลกสมัยใหม่

หรือถ้าคิดว่าสู้ คิดว่าเก่ง เป็นที่นิยมจนได้โพลความนิยมอันดับหนึ่ง ก็กระโดดลงมาเลย เปิด/ปลดล็อกการเมืองไทยสู่สนามเลือกตั้ง

ใครตัวจริง ของจริง เราจะได้เห็นกันกระจ่างแจ้ง

กับตัวเอง บอกตรงๆ ว่าผมรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาก เริ่มมองเห็นแสงแห่งความหวัง เมื่อคนหนุ่มอย่างธนาธร ปิยบุตร และเพื่อนพ้องอีกมากมายตัดสินใจเดินลงสนาม

ทั้งที่รู้ว่าเสียเปรียบ ทั้งที่รู้ว่าศึกใหญ่รออยู่ข้างหน้า เขาและเธอก็พร้อมจะสู้ พร้อมจะเสี่ยง พร้อมเข้ามาทำงานเป็นปากเป็นเสียงให้ปวงชนชาวไทย

‘อนาคตใหม่’ เป็นถ้อยคำที่หอมหวาน ผมยังนึกไม่ออกเท่าไร ผมอยากติดตามฟังมากกว่านี้ ว่าอนาคตใหม่ที่ว่านั้นคืออย่างไร

ด้วยปัจจัยรายล้อมต่างๆ นานา โดยเฉพาะความโหดเหี้ยมของฝ่ายทหารและเครือข่ายอำนาจเก่า ผมไม่วาดหวังถึงอนาคตใหม่นัก ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่อยากรอดู รอวิพากษ์วิจารณ์ หากจะมีบางสิ่งที่ปรารถนา ผมคิดว่าผมไม่ได้ต้องการอนาคตใหม่ หากเพียงแต่ต้องการความปกติ

ใช่, เราอยู่กับความผิดปกติมานาน อยู่ใต้กระบอกปืนมานาน ผมอยากกลับไปสู่ความธรรมดา อยู่กับโครงสร้างอำนาจที่ยึดโยงกับปวงชน อยู่ในสังคมที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ในการคิดการพูด การเขียน อ่าน

ผมรังเกียจคำว่า ‘ไทยนิยม’ ขยะแขยงกับค่านิยม 12 ประการ มันเลอะเทอะ ดันทุรัง ผิดยุคสมัยและจอมปลอม

ผมคิดถึงความปกติ.



ติดตามข่าวสารพร้อมเพื่อนๆ อีก 20,850+ คน


หมายเหตุ

เว็บไซต์ TheFutureWeWant.today เป็นเว็บไซต์ของแคมเปญ
The Future We Want ซึ่งเป็นศูนย์กลางการติดต่อ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเปิดรับสมัครแนวร่วมที่ต้องการสร้างอนาคตใหม่ร่วมกัน

เว็บไซต์ของ พรรคอนาคตใหม่, การรับสมัครสมาชิกพรรค และนโยบายต่างๆ จะปรากฏเมื่อพรรคได้รับการอนุมัติในการจดจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว